วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557
สัญญาณเตือนจากร่างกาย ได้เวลากินวิตามินดีด่วน !
ในแต่ละวันเราได้รับวิตามินดีเพียงพอแล้วหรือยัง สัญญาณจากร่างกายต่อไปนี้จะร้องบอกคุณเองว่า ได้เวลากินวิตามินดีด่วน !
แม้เราจะรับวิตามินดีได้ง่าย ๆ จากการตากแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้า แต่จากข้อมูลทางการแพทย์ที่เว็บไซต์ Huffington Post เขาหยิบยกมาให้เราได้รู้ แสดงให้เห็นเลยว่า ปัจจุบันมีคนได้รับวิตามินดีไม่เพียงพออยู่จำนวนมากเลยทีเดียวนะคะ ซึ่งมาถึงตรงนี้หลายคนก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีแล้วล่ะสิ เอ๊ะ ! นี่ร่างกายเราขาดวิตามินดีกับเขาด้วยหรือเปล่าเนี่ย ? งั้นเอาเป็นว่ามาสำรวจอาการบ่งชี้จากสัญญาณของร่างกายต่อไปนี้ดีกว่า
1. ปวดเมื่อยร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะในหน้าหนาว และตอนเช้าที่ลุกออกจากเตียง หากคุณเป็นอีกคนที่รู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว ทั้งกระดูก และกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ก็ฟันธงได้กว่า 80% เลยว่า ร่างกายกำลังขาดวิตามินดีนะจ๊ะ ดังนั้นควรอัพวิตามินดีให้ร่างกายด่วน ๆ จ้า
2. รู้สึกซึมเศร้า วิตามินดีมีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารสื่อนำประสาทเซโรโธนิน (neurotransmitter serotonin) ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษาทางการแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1998 ที่พิสูจน์มาแล้วว่า กลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ จะมีสภาวะทางอารมณ์ในเชิงบวก มากกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่ไม่ได้รับวิตามินดีอย่างเหมาะสม
3. อายุขึ้นเลข 5 เมื่อแก่ตัวลงผิวหนังความสามารถในการรับวิตามินดีของร่างกายก็จะด้อยประสิทธิภาพ พร้อมกันนั้นตับก็แปลงวิตามินดีจากอาหารที่เรากินเข้าไปได้น้อยลงด้วย นอกจากนี้ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมักจะไม่ค่อยได้รับแสงแดด เพราะอยู่ในร่มเป็นส่วนใหญ่ โอกาสได้รับวิตามินดีเลยค่อนข้างน้อยตาม ดังนั้นอาจจะถึงเวลาต้องเสริมวิตามินในมื้ออาหารให้มากขึ้นกว่าปกติแล้วล่ะค่ะ
4. ผิวคล้ำดำง่ายกว่าเดิม แพทย์ได้เผยผลการศึกษาไว้ว่า แสงแดดรุนแรง ที่มีค่า SPF 30 สามารถลดประสิทธิภาพในการผลิตวิตามินดีของผิวได้มากถึง 97% ซึ่งก็หมายความว่า ผิวของเราจะต้านทานรังสียูวีได้น้อยลง ทำให้โดนแดดเผาจนผิวมีสีเข้มขึ้นอย่างง่ายดาย ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าช่วงนี้ผิวพรรณหมองคล้ำดำง่ายผิดปกติ นั่นก็แสดงว่า ร่างกายส่งสัญญาณเตือนให้กินวิตามินเพิ่มขึ้นโดยเร็วเลยนะจ๊ะ
5. เหงื่อเยอะจนสังเกตได้ ถ้ารู้สึกว่าตอนนี้ร่างกายชักจะผลิตเหงื่อมากเกินไปแล้ว อาจจะไม่ได้เป็นเพราะอากาศร้อน หรือคุณเป็นไข้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาการเหงื่อแตกพลั่กเยอะขึ้นจนสังเกตได้อย่างนี้ แพทย์ก็บอกว่า มีแนวโน้มขาดวิตามินดีพอสมควรเลยทีเดียว และถ้าไปปรึกษาแพทย์ก็อาจจะได้รับการรักษาด้วยวิตามินดีเช่นกันจ้า
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
เลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารเสริมผิวขาว
สารอาหารเสริมผิวขาวที่เราจะมาพูดกันในวันนี้ไม่ใช่อาหารเสริมที่เป็นแบบเม็ด เป็นแคปซูล หรือเป็นยาหรอกนะค่ะ แต่จะเป็นสารอาหารเสริมผิวขาวจากธรรมชาติต่างหากค่ะ
ว้าวๆๆๆๆ… สาวๆ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าในอาหารต่างๆ ที่เราได้รับประทานเข้าไปนั้นส่วนใหญ่ก็จะมีสารที่ช่วยให้เรามีผิวขาวกัน อยู่แล้ว แต่ก็เลือกรับประทานกันสักหน่อยเพราะก็ไม่ใช่อาหารทุกอย่างซะทีเดียวที่จะมี สารอาหารเสริมผิวขาวตัวช่วยผิวสวยของคุณค่ะ สาวๆ หลายคนในตอนนี้ก็คงจะอยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะค่ะว่าสารอาหารเสริมผิวขาวนั้นมี อยู่ในอาหารจำพวกใดกันบ้างเอ่ย…ก็เค้าอยากมีผิวขาวเร็วๆ นี่น่า อิอิ เอาเป็นว่าบ่นมาก็ตั้งนานและเนอะนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีอาหารอะไร บ้างและจะเป็นอาหารที่เราได้ทานกันอยู่เป็นประจำรึเปล่าน๊า…
1. สารอาหารที่มีโปรตีน กรดอะมิโนหรือโอเมก้า 3 ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ผิวคงความอ่อนเยาว์ผิวพรรณเปล่งปลั่งและอาหารที่มีใน จำพวกนี้ได้แก่จำพวกปลาทะเลทั้งหลาย เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาค้อด ฯลฯ
2. สารอาหารที่เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เกลือแร่ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ผิวคุณไม่หมองคล้ำแต่กลับมีแต่ความขาวสดใส เปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น และสารอาหารเหล่านี้ก็อยู่ในผักผลไม้ต่างๆ อยู่แล้วค่ะ เลือกกินให้เยอะๆ แต่ถ้ากินหลากหลายๆ สีก็จะยิ่งดีมากเลยค่ะ เพราะแต่ละสีก็จะมิตามินและเกลือแร่ตัวอื่นๆ มาร่วมด้วยได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งนี้ยังรวมถึงธัญพืชและถั่วต่างๆ ด้วยนะจ๊ะ
3. สารอาหารที่มีไอโซเฟลโวนซึ่งมีไขมันต่ำแถมต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ที่สำคัญช่วยทำให้ผิวคุณขาวขึ้นกินแล้วไม่อ้วนขึ้นแน่นอน อย่าลืมดื่มทุกวันล่ะนะ และนั้นก็คือ น้ำนมถั่วเหลืองนั่นเองค่ะ
นอกจากการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวให้ผิวหน้าของคุณดูสว่างใสแล้ว ออกกำลังกาย นอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณ ดำเนินชีวิตไปอย่างไม่ต้องกังวลกับผลที่ตามมาจากการเข้าคอร์สพิเศษทรี ทเม้นต์ ราคาแพงอีกด้วยค่ะ
วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
มาแก้นิสัยขี้ลืมกัน
ทุกวันนี้กิจกรรมประจำวันเรามีมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ แล้วยิ่งเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้น แน่นอนล่ะว่าเราจะใช้เหล่าสมาร์ทโฟนเป็นตัวช่วยจำในสิ่งต่าง ๆ เป็นผลให้ตอนนี้เรามักติดนิสัยขี้ลืมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ใครเป็นปัญหานี้กันอยู่บ้างคะ .. . วันนี้มีวิธีแก้นิสัยขี้ลืมมาบอกกันค่ะ
จดบันทึกช่วยจำ การจดบันทึกในสมุดที่มีวันที่นั้น จะช่วยให้วางแผนเรื่องในชีวิตได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละเดือน จดข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัน ๆ นั้นที่ต้องทำหรือมีความสำคัญ หรือแม้แต่ความรู้สึกนึกคิด คำคมต่าง ๆ การจดจะช่วยย้ำให้สมองจำเรื่องราวเหล่านี้ได้ดีขึ้น
หมั่นพูดกับตัวเอง ไม่ว่าจะต้องทำอะไรบ้างในวันนั้น ก่อนออกจากบ้าน หรือก่อนจะเริ่มกิจกรรมควรเปล่งเสียงออกมาเสมือนพูดกับตัวเอง "ฉันต้องไปซื้อของ แล้วขับรถไปรับแม่ พอตอนเย็นฉันมีนัดทานข้าวกับเพื่อน" ประมาณนี้ การพูดออกมาซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ กับตัวเองจะทำให้เราจำในสิ่งที่ต้องทำได้อีกทางหนึ่ง
จัดระเบียบการเก็บข้าวของให้เป็นที่ เปลี่ยนนิสัยการวางของแบบไม่เป็นระเบียบ ไม่ใช่ว่าจะวางอะไรก็วางได้เลย ยิ่งจะทำให้ลืมของเหล่านั้นง่ายขึ้น หันมากำหนดการวางของตัวเอง เช่น กุญแจรถวางไว้บนตู้โชว์ ส่วนนาฬิกาวางไว้บนตู้ข้างเตียง ยาประจำตัวก็ไว้ในกระเป๋าใบเล็กที่พกประจำ การจัดระเบียบการเก็บของแบบนี้จะทำให้ไม่ลืมว่าเราเก็บของอะไรไว้ที่ไหนบ้าง
อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน ลำพังแค่การจำสิ่ง ๆ หนึ่งก็ยังจะชอบลืมเลย ไม่ต้องไปพูดถึงสำหรับอะไรที่ทำในเวลาเดียวกัน อย่างเช่น เปิดนิตยสารอ่าน พร้อมกับฟังดีเจคลื่นวิทยุ แล้วก็คุยโทรศัพท์กับเพื่อนไปด้วย นั่นจะยิ่งทำให้เราไม่มีสมาธิต่ออะไรเลยสักอย่าง แล้วก็จะจำอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลในหนังสือที่เราอ่าน ข่าวที่ดีเจเล่าให้ฟัง หรือแม้แต่เรื่องที่เพื่อนคุยกับเราก็ตาม
ทำอะไรให้ช้าลง หากเราติดนิสัยทำอะไรเร็ว พูดเร็ว ก็จะยิ่งทำให้รายละเอียดของสิ่งเหล่านั้นเบาบางลงไป ยิ่งจะทำให้สมองเก็บเรื่องราวเหล่านั้นไม่ทัน หันมาทำให้ช้าลง ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ ทำ และใส่ใจในรายละเอียดของแต่ละสิ่งที่ทำ
ทำสุขภาพกาย สุขภาพใจ ให้แข็งแรง ไม่ว่าจะตั้งแต่การดูแลตัวเองให้ดี ทานอาหารให้ครบหมู่ เน้นอาหารที่อุดมวิตามินซี อี และเบต้าแคโรทีน โดยเฉพาะส้ม องุ่น เบอร์รี่ ผักสีเขียว ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ให้ร่างกายแข็งแรง ส่งผลให้ถึงสมองและจิตใจที่ดีตามไปด้วย นอกจากนั้นอาจจะหากิจกรรมบริหารสมองเสริมเข้าไป อย่างเช่น การเล่นเกมฝึกทักษะ การอ่านหนังสือ การเล่นดนตรี เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้สมองได้ออกกำลังด้วย
ตั้งสติ-ทำสมาธิ สุดท้ายควรหมั่นฝึกนั่งทำสมาธิทุกวัน เพื่อกำหนดจิตใจเราให้นิ่ง ถือเป็นการฝึกสมาธิและช่วยให้การทำสิ่งต่าง ๆ ของเราชัดเจนและตั้งใจมากขึ้น ส่งผลให้เราจะสามารถจำในสิ่งเหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


